คลังเก็บ

เทคนิคการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

เทคนิคการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

คือ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้า ซังข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกับมูลสัตว์ ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งจุลินทรีย์เมื่อหมักโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว เศษพืชจะเปลี่ยนสภาพจากของเดิมเป็นผงเปื่อยยุ่ยสีน้ำตาลปนดำนำไปใส่ในไร่นาหรือพืชสวน เช่น ไม้ผล พืชผัก หรือไม้ดอกไม้ประดับได้

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์

2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทำให้สะดวกในการไถพรวน

3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น

4. ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี

5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้

6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น

7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ

8. ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กำจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป

วัสดุอุปกรณ์

1.  มูลสัตว์แห้งละเอียด  4  ส่วน

2. อินทรียวัตถุอื่นๆ เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย โดโลไมล์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ รวมกัน 3 ส่วน

3.  รำละเอียด                     1  ส่วน

4. สารเร่ง พด. หรือ EM   1  ส่วน

5. กากน้ำตาล                    1  ส่วน

6. น้ำ                                  100  ส่วน

 

วิธีทำ

  1. นำวัสดุต่างๆ มากองเป็นชั้นแล้วคลุกเคล้าจนเข้ากันดี
  2. เอาส่วนผสมของสารสกัดชีวภาพ (สาร พด. , EM ,กากน้ำตาล) ละลายน้ำให้เข้ากันดี แล้วใส่บัวรดบนกองปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากันจนทั่วให้ได้ความชื้นพอหมาดๆ อย่าให้แห้งหรือชื้นเกินไป
  3. หมักกองปุ๋ยหมักไว้ 7 วัน ก็นำไปใช้ได้ (ใช้สำหรับ ไม้ผล และพืชผักทั่วไป)

 

การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อกำจัดศัตรูพืช

การทำน้ำหมักชีวภาพ

 

1.การทำน้ำหมักชีวภาพ
1.1 วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากพืชสด
ส่วนผสม
1.พืชสดทั่วไปที่หาได้ในหมู่บ้าน เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักขม 3 ปี๊บ
ผักเสี้ยน หรือพืชสีเขียวที่สดตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ รวมกัน
2.กากน้ำตาล 1 ปี๊บ
3.เปลือกสับปะรด 1 ปี๊บ
4.น้ำมะพร้าว (ถ้ามี) 1 ปี๊บ
วิธีทำ
นำพืชสด กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด และน้ำมะพร้าวตามอัตราส่วน ผสมคลุกเคล้าด้วยกันบรรจุลงในถังพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นาน 30 วัน ขึ้น จึงสามารถใช้ได้
ประโยชน์และวิธีใช้
เร่งการเจริญเติบโตของพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล ใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 – 4 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นทุกๆ 5 – 7 วัน
ใช้เป็นสารเร่งและเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมัก ใช้กำจัดกลิ่นเน่าเสียหรือในคอก ปศุสัตว์ ใช้น้ำหมักชีวภาพ ประมาณ 15 – 20 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ราด รด ให้ชุ่ม
ใช้แช่เมล็ดก่อนเพาะปลูก 12 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มอัตราการงอก น้ำหมักชีวภาพ 3 ช้อน ต่อน้ำ 1 ปี๊บ แช่เมล็ดพันธุ์

1.2 วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้
ส่วนผสม
1.ผลไม้สุก เช่น ฟักทอง มะละกอ กล้วยน้ำว้า หรือมะเขือเทศ 2 ปี๊บ
2.พืชสดหลายๆ ชนิด สับเป็นชิ้นเล็กๆ 1 ปี๊บ
3.กากน้ำตาล 1 ปี๊บ
วิธีทำ
นำผลไม้ พืชสด มาสับให้ละเอียด หรือยาวประมาณ 1 นิ้ว กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด น้ำมะพร้าวตามอัตราส่วน ผสมคลุกเคล้าเข้ากันบรรจุลงในถังพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นาน 30 วันขึ้นไป จึงสามารถใช้ได้
ประโยชน์และวิธีใช้
เร่งการติดดอก ติดผล ของพืชผัก ผลไม้ ใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 – 4 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นทุกๆ 5 – 7 วัน ตั้งแต่ระยะ พืชออกดอก และติดผลได้

1.3 วิธีทำน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์
ส่วนผสม
1. หอยเชอรี่บด หรือทุบให้ละเอียด หรือปลาป่น 1 ปี๊บ
2. กากน้ำตาล 1 ปี๊บ
3. น้ำ 1 ปี๊บ
วิธีทำ
นำหอยเชอรี่ทุบหรือบดละเอียดหรือปลาป่น กากน้ำตาล หรือเปลือกสับปะรด ผสมคลุกเคล้าด้วยกัน บรรจุลงในถังหมักปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มนาน 6 เดือน นำไปใช้
ประโยชน์และวิธีใช้
เช่นเดียวกับน้ำหมักชีวภาพชนิดอื่นๆ

2. วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพป้องกันกำจัดศัตรูพืช

2.1 ปฏิบัติเช่นเดียวกับการทำน้ำหมักชีวภาพชนิดอื่น เพียงแต่เปลี่ยนชนิดพืชผัก ผลไม้ เป็นชนิดพืชที่มีฤทธิ์ทางยาสมุนไพร เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้ นาสูบ บอระเพ็ด สาบเสือ อื่นๆ

2.2 นำพืชดังกล่าวมาทุบหรือตำให้แหลก แช่น้ำหมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วกรองเอาแต่น้ำไปใช้ฉีดพ่นพืชได้
วิธีทำ
นำพืชสด กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด และน้ำมะพร้าวตามอัตราส่วน ผสมคลุกเคล้าด้วยกันบรรจุลงในถังพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นาน 30 วัน ขึ้นไป จึงสามารถใช้ได้
ประโยชน์และวิธีใช้
ขับไล่แมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด ใช้ทุกๆ 5 – 7 วัน

2.3 ข้อเสนอแนะ และวิธีใช้น้ำหมักชีวภาพ

- การผสมน้ำหมักครั้งแรก 1 ปี๊บ กากน้ำตาล 1 ปี๊บ และน้ำเปล่า 10 ปี๊บ ผสมให้เข้ากันใส่ถังปิดฝาเก็บไว้ 7 วัน ใช้งานได้
- ใช้น้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่น ราด รด พืชผัก ผลไม้ สัตว์เลี้ยง ดับกลิ่น ราดแผลที่สัตว์จะทำให้หายเร็ว ควรใช้ในช่วงเช้าหรือเย็นจะได้ผลมากกว่า เพราะน้ำหมักชีวภาพเป็นสิ่งมีชีวิตและเมื่อถูกแสงแดดมากจะได้ผลเร็ว คือ จุลินทรีย์จะเป็นประโยชน์มาก
- การหมักให้หมั่นเขย่าถังหมักพร้อมเปิดฝาวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น เมื่อครบ 7 วัน ให้พิสูจน์โดยการดมจะมีกลิ่นหอมหวาน แสดงว่าใช้ได้ ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกากน้ำตาลหมักไว้จนกว่าจะมีกลิ่นหอมหวาน การเก็บน้ำหมักต้องเก็บไว้ในที่มืดสามารถเก็บไว้ได้นาน 6 เดือน ถึง 1 ปี
- การใช้น้ำหมักชีวภาพ ถ้าจะให้ได้ผลดีต้องใช้ควบคู่กับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก
- ไม่ควรใช้น้ำหมักชีวภาพร่วมกับการใช้สารเคมีทุกชนิด
- ใช้วัสดุหมักที่สะอาดและไม่เป็นโรค

2.4 การทำปุ๋ยหมัก
ส่วนผสม
1. ปุ๋ยคอก 3 ปี๊บ
2. แกลบดำ (ผ่านการเผา) 1 ปี๊บ
3. รำละเอียด 1 ปี๊บ
4. อินทรียวัตถุที่หาได้ง่าย เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย เปลือกถั่วลิสง เปลือกถั่วเขียว ขุยมะพร้าว ใบไม้แห้ง ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน 3 ปี๊บ
5. น้ำหมักชีวภาพ 1 ปี๊บ
6. กากน้ำตาล 1 ปี๊บ
7. น้ำ 100 ปี๊บ
คนจนละลายเข้ากัน
วิธีทำ
นำส่วนผสมมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพพอชุ่ม กองปุ๋ย หมักหนา ประมาณ 15 เซนติเมตร คลุมด้วยกระสอบพลิกกลับวันละ 1 ครั้ง หมักไว้ 3 – 5 วัน ใช้มือจับดูว่าเย็นหรือร้อน ถ้าเย็นก็สามารถนำไปใช้ได้
ประโยชน์และวิธีใช้
ใช้ได้ดีกับพืชผักทุกชนิด ปุ๋ยคอกจะมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืชมากขึ้น

การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพในไร่อ้อย

การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงดิน

                                ปุ๋ยหมักชีวภาพคือ ปุ๋ยหมักที่ยังไม่ย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นปุ๋ยหมักที่มีจุลินทรีย์ซึ่งได้จากการนำน้ำสกัดชีวภาพที่เจือจางด้วยน้ำเติมกากน้ำตาลเพียงเล็กน้อย เมื่อส่วนผสมคลุกเคล้าเข้ากันสม่ำเสมอ มาผสมคลุกเคล้ากับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เช่น มูลสัตว์ รำละเอียด แกลบดิบ แกลบดำ เปลือกถัวลิสง เปลือกมันสำปะหลัง ชานอ้อย ขี้ตะกรันอ้อย เศษใบไม้ หรือเศษใบและกิ่งของพืชตระกูลถั่ว โดยนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน และระหว่างการคลุกเคล้าเข้ากันได้ที่และมีความชื้นพอเหมาะ เมื่อเกลี่ยส่วนผสมให้เป็นกองปุ๋ยแล้วคลุมด้วยผ้าพลาสติกหรือกระสอบปุ๋ย ทิ้งไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะได้ปุ๋ยหมักชีวภาพนำไปใช้ประโยชน์ได้ ปุ๋ยหมักชีวภาพบางครั้งอาจจะเรียกว่าเป็นปุ๋ยหมักจุลินทรีย์หรือปุ๋ยหมักคุณภาพสูง หรือปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง เพราะมีจุลินทรีย์ซึ่งจะเป็นตัวเร่งการย่อยสลายของเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่นำมาผสม ระหว่างการย่อยสลายจะมีสารอินทรีย์ต่างๆ เกิดขึ้นทั้งกรดอินทรีย์ กรดฮิวมิค เอนไซม์ ฮอร์โมน กรดอะมิโน วิตามิน เช่นเดียวกับน้ำสกัดชีวภาพ เพียงแต่เปลี่ยนสถานะอยู่ในส่วนผสมของวัสดุแห้งไม่เป็นของเหลว เมื่อใส่ลงดินที่มีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไถกลบหรือมีอินทรีย์วัตถุ จุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักชีวภาพจะย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ขณะเดียวกันก็ย่อยสลายส่วนผสมของเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในปุ๋ยหมักชีวภาพให้เป็นสารประกอบอินทรีย์ และธาตุอาหารพืชที่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืช ปุ๋ยหมักชีวภาพจึงไม่ใช่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปที่ได้รับการแปรสภาพแล้วจากกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์จำพวกเชื้อรา แบคทีเรีย และแอคติโนมัยซิส

 

 

                                การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ

                                เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบ ส่วนผสมในการผลิตจะมีอะไรบ้าง ปริมาณเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่หรือหาได้ในท้องถิ่น และจัดหาบางส่วนจากภายนอกไร่นาหรือนอกท้องถิ่นมาเพิ่มเติมเพื่อการผลิต ในอัตราส่วนโดยน้ำหนัก ดังนี้

                                1. มูลสัตว์แห้ง ได้แก่ มูลของโค กระบือ สุกร ไก่ เป็ด ค้างคาว ม้า แกะ จะเลือกใช้มูลสัตว์เพียงชนิดเดียวล้วน หรือมูลสัตว์หลายชนิดมาผสมกันให้ได้จำนวน 3 ส่วน

                                2. แกลบดำ (เผา) หรือขี้เถ้าแกลบแห้ง จำนวน 1 ส่วน

                                3. รำละเอียดแห้ง จำนวน 1 ส่วน

                                4. อินทรีย์วัตถุอื่นๆ ได้แก่ แกลบดิบ เศษใบไม้ หญ้า ละอองข้าวหรือขี้ลีบข้าว ซังข้าวโพด เปลือกถั่วลิสง เปลือกมันสำปะหลัง ชานอ้อย ขี้ตะกรันอ้อย เปลือกถั่วเขียว อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างมาผสมรวมกันให้ได้จำนวน 3 ส่วน

วิธีทำและส่วนผสม

ส่วนผสม
                     1. วัสดุหัวเชื้อ   1 ลิตร
                     2. น้ำตาลทราย 1 กิดลกรัม    หรือกากน้ำตาล 1 ลิตร
                     3. น้ำส้มสายชู  1 ลิตร
                     4. สุราโรง (เหล้าขาว) 1 ลิตร
              วิธีทำ  นำน้ำตาลทราย หรือกากน้ำตาล และวัสดุต่างๆ ใส่ภาชนะ เช่น ถัง หรือ ขวดขนาดใหญ่ที่มีฝามิดชิด ผสมให้เข้ากัน แล้วปิดฝาให้แน่นทิ้งไว้ในร่ม 24 ชั่วโมง ก็จะได้ยาปราบแมลงที่มีคุณภาพดี
วิธีใช้ นำยาปราบแมลงที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปริมาณ 1 ลิตร ผสมกับน้ำเปล่า 200 ลิตร ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปฉีด หรือรดต้นพืช วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น แมลงก็จะหนีไปไม่มารบกวนอีก
             7. การใช้ประโยชน์เพื่อดับกลิ่นมูลสัตว์ในคอกปศุสัตว์ การเลี้ยงปศุสัตว์ จะมีปัญหาเรื่องมูลสัตว์มีกลิ่นเหม็น ทำให้มลภาวะทางอากาศเป็นพิษเป็นที่รังเกียจของบริเวณใกล้เคียง ทั้งยังทำให้แมลงวันชุกชุม เป็นที่หมักหมมของเชื้อโรค การแก้ปัญหาโดยทั่วไปจะใช้ยาสารเคมีดับกลิ่น อาจจะเกิดผลใกล้เคียงด้านสารพิษตกค้าง สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เสียค่าใช้จ่าย และเป็นอันตรายต่อบุคคลใกล้เคียง การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ ไปใช้ในการแก้ปัญหา นอกจากจะทำให้ดับกลิ่นเหม็น ฆ่าเชื้อโรค แมลงวันไม่รบกวนแล้ว ยังทำให้มูลสัตว์ย่อยสลายเป็นปุ๋ยอีกด้วย เป็นการประหยัดลดต้นทุนแก่ผู้เลี้ยงสัตว์อีกทางหนึ่ง
              วิธีใช้ หัวเชื้อจุลินทรี 1 ลิตร ผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วนำไปราดในคอกปศุสัตว์จะช่วยดับกลิ่นเหม็น และฆ่าเชื้อโรคได้

ประโยชน์การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

ประโยชน์ของหัวเชื้อจุลินทรีชีวภาพ
         
 1. การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นหัวเชื้อย่อยสลายปุ๋ยหมัก การทำปุ๋ยหมักแห้งจะมีมูลสัตว์และเศษวัสดุต่างๆ ผสมกับวัสดุบางอย่างย่อยสลายยาก มีความเหนียว หากจะมักตามธรรมชาติจะเสีย ต้องใช้เวลานานทำให้ไม่ทันต่อการใช้งาน และอาจจะทำให้คุณค่าปุ๋ยเสื่อมสลายไป การจัดทำปุ๋ยหมักแห้งเพื่อใช้วัสดุย่อยสลายเร็ว และเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่ปะปนมากับมูลสัตว์ต้องใช้ความร้อนเผาผลาญ ปกติแล้วจะต้องใช้หัวเชื้อ ไปโอนิค ชนิดผง จากกรมพัฒนาที่ดิน หาชื้อตามท้องตลาดได้ยากทำให้ ไม่สะดวกแก่ ผู้ผลิตปุยหมักซึ่งอยู่ในชุมชนห่างไกลตัวเมือง การทำหัวเชื้อย่อยสลายปุ๋ยหมักใช้เองจึงมีความจำเป็น โดยใช้ปริมาณที่เหมาะสมกับขนาดของกองปุ๋ยหมัก
วิธีใช้ ปุ๋ยหมักกองขนาด 1 ตัน ให้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพชนิดน้ำประมาณ 1 ลิตร ผสมกับกากน้ำตาล1 ลิตร หรือน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วนำไปราดบนกองปุ๋ยหมักให้ทั่วจะทำให้กองปุ๋ยหมักร้อน ประมาณ 50 องศาเซลเซี่ยล ช่
วยให้วัสดุและมูลสัตว์ย่อยสลาย ภายในเวลาอันสั้น
           2. การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นปุ๋ยน้ำ หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ ซึ่งเกิดจากการผสมขอองวัสดุจากกากพืช และกากนำตาล ทำให้มีจุลินทรีที่ไปช่วยย่อยสลายเศษวัสดุต่างๆ หากจะนำไปใช้เป็นปุ๋ยกับพืชชนิดต่างๆ จะให้คุณค่าในการย่อยสลายให้ดินดี เสริมสร้างจุลินทรีแก่ธาตุในดินปรับสภาพดินให้มีสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติเกิด ขึ้นเป็นการผลิตขึ้นตามธรรมชาติให้กลับคืนมาซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสร้าง ธาตุอาหารในพืช หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพจึงมีคุณค่าในการทำให้ดินดี ประหยัดในการใช้ปุ๋ยอื่นๆ ซึ่งจะเสริมสร้างความสมบูรณ์ให้พืช
วิธีใช้ ในการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพเพื่อสร้างปุ๋ยให้ต้นพืช ให้ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ อัตราส่วน 1 ส่วน ต่อน้ำ 3000-500 ส่วน เช่น หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ 1 ลิตร ผสมน้ำเปล่า 300-500 ลิตร ให้ปุ๋ยต้นไม้ทุก ๆ 7 วัน จะทำให้ ต้นพืชเจริญงอกงาม ข้อควรระวัง ในการใช้อัตราส่วนผสม อย่าให้เข้มข้นกว่าสูตรที่กำหนดไว้ หากผสมเข้มข้นเกินไป อาจจะให้ต้นพืชเฉาและตายได้ เนื่องจากหัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ ชนิดนี้มีความเข้มข้นมาก
           3. การใช้ประโยชน์เพื่อปรับสภาพดิน พื้นดินที่ทำการเกษตรบางแห่งขาดความอุดมสมบูรณ์ ดินแข็งกระด้างไม่ร่วนซุยทำให้การปลูกพืชไม่เจริญงอกงามแนวทางปฏิบัติคือ ก่อนจะมีการใช้ ที่ดินทำการเกษตรจำเป็นจะต้องมีการปรับสภาพดินให้โครงสร้างดินดีมีธาตุอาหารสมบูรณ์เสียก่อนการปรับสภาพดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ที่เหมาะสมกับการปลูกพืชมีหลายวิธี การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ดินดีขึ้น
วิธีใช้ ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ 1 ส่วน น้ำเปล่า 500 ส่วน ผสมให้เข้ากันดี แล้วนำไปรดพื้นดิน บริเวณที่ต้องการปรับสภาพ ทิ้งช่วงไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วปฏิบัติซ้ำอีก 1 ครั้ง หลังจากนั้นทิ้งช่วงไว้ประมาณ 15 วัน จึงจะทำการเพาะปลูกพืช จะทำให้ดินร่วนซุย มีสภาพดี ไม่แข็งกระด้าง เหมาะสำหรับการปลูกพืชทุกชนิด
            4. การใช้ประโยชน์เพื่อปรับสภาพน้ำ การทำประมง ทั้งประมงน้ำจืดและประมงน้ำเค็ม ที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปลา หอย กบ ตะพาบน้ำ น้ำที่ใช้เลี้ยงสัตว์ในบ่อ อาจจะมีความเป็นกรดและด่างแตกต่างกัน และเมื่อเลี้ยงไประยะหนึ่ง อาจจะมีสารตกค้างจากมูลสัตว์เศษอาหารเน่าเปื่อย และจากยา สารเคมี ที่ใช้ปรับสภาพน้ำ อาจจะทำให้น้ำเสีย สัตว์เป็นโรคและตายได้ การปรับสภาพน้ำทั้งก่อนเลี้ยง และระหว่างเลี้ยง จึงมีความจำเป็น เพื่อความแข็งแรงของสัตว์เลี้ยง ลดการสูญเสียแก่ผู้เลี้ยง
วิธีใช้ การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ ปรับสภาพน้ำในบ่อ ให้ใช้อัตราส่วนโดยหัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ 1 ลิตร ต่อปริมาณน้ำในบ่อ 3,000-4,000 ลิตร ระยะเวลาในการใช้ 1 เดือน / 1 ครั้ง เป็นการเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้กับสัตว์เลี้ยง
            5. การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นอาหารเสริมให้สัตว์เลี้ยง หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ เป็นยาอายุวัฒนะของคนไทย ทั้งเป็น ภูมิปัญญาชาวบ้านในสมัยโบราณที่ใช้เป็นอาหารเสริมบำรุงกำลังทำให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บสามารถนำกลับมาใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้มีการเจริญเติบโตเร็วขึ้น มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ เพื่อให้สัตว์แข็งแรงโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์ลดค่าใช้จ่ายลดความกังวลเรื่องโรคระบาด เพราะฉะนั้นการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพมาเป็นอาหารเสริม จึงมีความจำเป็นที่จะให้ผู้เลี้ยงสัตว์ไม่เสี่ยงต่อการประสบปัญหาด้านสัตว์ติดเชื้อ หรือตายก่อนกำหนด เป็นการป้องกันไว้ก่อนแก้
วิธีใช้ หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับอาหารสัตว์น้ำหนัก 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำไปเลี้ยงสัตว์ ทำให้สัตว์ปราศจากโรค แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจจะมีสารเคมีเจือปนทำให้เกิดผลกระทบใกล้เคียงได้

การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

ต่างๆ ได้
ารทำปุ๋ยน้ำหมักและสารไล่แมลง

วิธีการทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

1. นำวัตถุดิบมาสับ บด โขลก หรือหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ

2. เติมกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงหรือเติมหัวเชื้อจุลินทรี และส่วนผสมอื่นๆลงไป ตามอัตราส่วน

3. คนหรือคลุกเคล้าให้เข้ากัน

4. บรรจุลงในภาชนะ ปิดฝาภาชนะ หมักไว้ 7-15 วัน

5. ครอบตามกำหนดปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพจะมีกลิ่นหอม

6. สำหรับปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพถั่วเหลือง และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพปลาสดหรือหอยเซลรี่ ควรหมักอย่างน้อย 1 เดือน จึงนำไปใช้ได้ และระหว่างหมักให้หมั่นคนส่วนผสมทุกวัน

7. หากมีกลิ่นเหม็นหรือบูดเน่าให้เติมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทราย แล้วคนให้เข้ากันทิ้งไว้ 3-7 วัน กลิ่นเหม็นหรือกลิ่นบูดเน่าจะหายไป

8. การแยกกากและน้ำชีวภาพ โดยใช้ถุงอาหารสัตว์ ถุงปุ๋ยเคมี หรือมุ้งเขียว รองรับกากและน้ำชีวภาพจะไหลลงภาชนะที่เตรียมไว้ และกากที่เหลือนำไปคลุมโคนพืช หรือคลุมแปลงต่อไปได้อีก

เคล็ดลับในการทำปุ๋ยน้ำหมักให้ได้ผลดี
1.เลือกใช้เศษพืชผัก ผลไม้ หรือเศษอาหารที่ยังไม่บูดเน่า สับหรือบดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในภาชนะที่มีปากกว้าง เช่นถังพลาสติกหรือโอ่ง หากมีน้ำหมักชีวภาพอยู่แล้วให้เทผสมลงไปแล้วลดปริมาณกากน้ำตาลลง ปิดฝาภาชนะทิ้งไว้จนได้เป็นน้ำหมักชีวภาพจากนั้นกรอกใส่ขวดปิดฝาให้สนิทรอการใช้งานต่อไป
2.ในระหว่างการหมัก ห้ามปิดฝาภาชนะจนแน่นสนิทเพราะอาจทำให้ระเบิดได้เนื่องจากระหว่าง การหมักจะเกิดก๊าชต่างๆขึ้นเช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก๊าซมีเทนเป็นต้น
3.ไม่ควรเลือกพืชจำพวกเปลือกส้มใช้ทำน้ำหมักเพราะมีน้ำมันที่ผิวเปลือกจะทำให้จุลินทรีไม่ย่อยสลายการทำน้ำหมักชีวภาพ ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องอาศัยเวลาและความอดทน ที่สำคัญน้ำหมักชีวภาพไม่มีสูตรที่ตายตัว เราสามารถทดลองทำปรับเปลี่ยนวัตถุดิบให้เหมาะสมกับต้นไม้ของเรา เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน ต้นไม้แต่และถิ่นก็ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน น้ำหมักชีวภาพจึงจำเป็นต้องมีความแตกต่างกันตามท้องถิ่น

สูตรปุ๋ยน้ำหมักที่น่าสนใจ
เป็นสูตรปุ๋ยน้ำหมักที่หลากหลาย จากการคิดค้นของหน่วยราชการและเกษตรกรผู้ใช้ ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้รวบรวมสูตรปุ๋ยน้ำหมักจากแหล่งต่างๆ ได้ 7 ประเภท ตามชนิดของวัตถุดิบ ในการหมัก คือ ปุ๋ยน้ำหมักจากพืชสด ผลไม้ หอยเชอรี่ ปลา มูลสัตว์ ขยะในครัวเรือน และสูตรรวมมิตร ซึ่งมีสูตรที่น่าสนใจ ดังนี้
1. สูตรการทำปุ๋ยน้ำหมักจากพืชสด
ใช้พืชใบเขียวทุกชนิดหมักกับกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง ในอัตราส่วน 10 : 1 หรือใช้เศษพืชผัก 10 ก.ก. กับกากน้ำตาล 1 ก.ก. หมักนาน 15 – 30 วัน ใช้ได้
2. ปุ๋ยน้ำหมักที่ผลิตจากผลไม้หรือการทำฮอร์โมนพืช
ใช้ผลไม้เช่น กล้วยน้ำว้าสุก ฟักทองแก่จัด มะละกอสุก 1 ก.ก. สับให้ละเอียดผสมกับน้ำหมักพืช 2 ช้อนแกง กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง และน้ำสะอาด 2 ลิตร หมัก 7 – 8 วัน นำไปใช้ได้
3. การทำปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่
ใช้หอยเชอรี่ทั้งเปลือกทุกให้ละเอียด ผสมกับกากน้ำตาลและน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ ( สับปะรดสุก 3 ส่วน โมลาส 1 ส่วน น้ำมะพร้าว 1 ส่วน หมัก 7 – 10 วัน ) อัตราส่วน 3 : 3 : 1 ใช้เวลาหมักประมาณ 1 เดือน
4. ปุ๋ยปลาหมักเป็นสูตรของ วท.
ใช้เศษปลาบดย่อยแล้ว 100 ก.ก. ผสมกับกรดฟอร์มิก 3.5 ลิตร และน้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล 20 ก.ก. หรือ 20 ลิตร หมักไว้ประมาณ 1 เดือน และคนเป็นครั้งคราว ใช้ในอัตราส่วนผสมน้ำ 1 : 50 หรือ 1 : 100
5. สูตรปุ๋ยน้ำหมักจากมูลสัตว์ ของวัดญาณสังวรวรารามมหาวิหาร จ.ชลบุรี
ใช้รำละเอียด 60 ก.ก. ผสมมูลไก่ 40 ก.ก. และเชื้อผง 1 ซอง ( 1 ซองผสมน้ำ 20 ลิตร )

การใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ

1. ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพมีค่า ความเข้มข้นของสารละลายสูง ( ค่า EC เกิน 4 Ds/m ) และเป็น กรดจัด มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 3.6-4.5 ก่อนนำไปใช้กับพืชต้องปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างให้เป็นกลาง โดยเติมหินฟอสเฟต ปูนไดโลไมล์ ปูนขาว กระดูกป่น อย่างใดอย่างหนึ่ง อัตรา 5-10 กิโลกรัม/ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ 100 ลิตร แล้วผสมปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ อัตรา 30-50 CC/น้ำ 20 ลิตร

2. ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ จะเป็นประโยชน์สูงสุด ต้องใช้เวลาในการหมัก จนแน่ใจว่าจุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรีย์สมบูรณ์แล้ว จึงนำไปใช้กับพืชได้

3. ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแต่ละสูตรมี ธาตุอาหารเกือบทุกชนิด แต่มีในปริมาณต่ำ จึงควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยเคมีเสริม

4. ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแต่ละสูตรมี ฮอร์โมนพืช ในระดับที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาใช้ทำ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ มีฮอร์โมนในกลุ่ม อ๊อกซิน ได้แก่ อินโดลอะซิติกแอซิล (LAA) มีผลในการเร่งการเจริญเติบโตของยอด กระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำ ฮอร์โมนจิบเบอร์เรลลิน (GA3) ช่วยทำลายการฟักตัวของเมล็ด กระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น ส่งเสริมการออกดอก และทำให้ช่อดอกยืดยาวขึ้น และฮอร์โมน กลุ่มไซโตโคนิน ได้แก่ เซติน (Zeatin) และไคเนติน (Kinetin) มีผลกระตุ้นการเกิดตา ช่วยเคลื่อนย้ายอาหารในต้นพืช และช่วยให้พืชผักมีความสดนานขึ้น

ปุ๋ยหมักชีวภาพ

น้ำหมักชีวภาพคืออะไร (๒)


เกษตรกรควรจะลงมือทำเอง โดยใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่น เพราะเหมือนกับต้นไม้ ถ้าเป็นต้นไม้ ในท้องถิ่น เราไม่ต้องประคบประหงม ถ้าเอามาจากที่อื่น ก็จะอยู่ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง นี้ก็เป็นหลัก อันหนึ่ง

จุลินทรีย์ในท้องถิ่นตามธรรมชาติ จะมีความสมดุลในตัวเอง โดยที่มันจะอยู่ได้เอง ถ้าเรา เอาอะไร ที่แปลกปลอมเข้าไป ก็จะไปทำลายสมดุล ในการเลือกพืชมาหมัก เราก็ควร จะเน้นหลัก ของความหลากหลาย ทางชีวภาพ ถ้าเราหมักพืชหลายๆ ชนิด จะได้จุลินทรีย์ ที่มีความ หลากหลายมาก จะเอาไปใช้ประโยชน์ ได้หลายอย่าง

ในการใช้เราต้องสังเกตดูว่า จะทำอย่างไร ให้ต้นไม้เจริญเติบโต ต้นไม้ก็ต้องการ น้ำสะอาด เหมือนกัน และต้องให้น้ำอย่างพอเพียงจุลินทรีย์พวกนี้ต้องการความชื้นสูง คือ ที่ความชื้น ไม่ต่ำกว่า ๖๕ % จุลินทรีย์จะทำงานได้ดี ถ้าต่ำกว่านั้น จะทำงานได้น้อย ต้องคงความชื้น ในระดับนี้ไว้ โดยการหาอะไร มาคลุมดิน

หลักก็คือต้องมีอินทรียวัตถุให้กิน มีน้ำให้พอ แค่นี้ต้นไม้ก็แข็งแรง ไม่มีโรคมากวน

ถ้าเราปล่อยไว้ระบบนิเวศก็จะเข้าสู่ความสมดุลเอง เราต้องใช้นิเวศ เป็นตัวหลัก ให้มองเห็น ภาพรวม ในการทำเกษตร คนส่วนมาก นึกถึงแต่จุดเดียวเท่านั้น คือเอาปุ๋ยใส่ แต่ไม่สนใจว่า ระบบนิเวศ จะเป็นยังไง เมื่อทิ้งเรื่องนี้ไป จึงทำการเกษตร ไม่ได้ผลเท่าที่ควร

*การทำน้ำสกัดชีวภาพ
๑. สับพืชผัก ผลไม้สดทุกส่วนให้เป็นชิ้นเล็กๆใส่ในภาชนะ (พลาสติก, ดินเผา) ที่มีฝาปิด
๒. ใส่กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง หรือขาว ลงไป ๑ ใน ๓ ของน้ำหนักพืชสด (ในอัตราส่วนนี้ ถ้ามีน้ำ สกัดชีวภาพอยู่แล้ว ให้ใส่กากน้ำตาลน้อยลง)
๓. วางของหนักทับพืชสด แล้วปิดฝาไว้ ๕-๗ วัน
๔. จะมีน้ำสีน้ำตาลไหลออกมาคือน้ำสกัดชีวภาพ กรอกใส่ขวดปิดฝาให้สนิทพร้อมที่จะใช้

การใช้น้ำสกัดชีวภาพ 
น้ำสกัดชีวภาพผสมน้ำธรรมดาทำให้เจือจาง
๑. ฉีดพ่นพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้นได้บ่อยครั้งด้วย อัตราส่วน ๑ ชต. ต่อน้ำ ๕-๑๐ ลิตร (๑:๕๐๐)
๒. รดกองใบไม้ใบหญ้าสด แห้ง ในอัตราส่วน ๑ ชต. ต่อน้ำ ๒-๓ ลิตร (๑ : ๒๐๐-๒๕๐) ใช้พลาสติก คลุมกองพืช ปล่อยให้เกิดการย่อยสลาย ๑-๒ สัปดาห์ (เอาไปใช้ ผสมดิน หรือ คลุมดิน บริเวณต้นไม้)
๓. ทำปุ๋ยหมักแห้ง ๒ กก. ใช้น้ำสกัดชีวภาพ อัตรา ๒ ช้อนโต๊ะ ใส่ในปุ๋ยหมักแห้ง ซึ่งบรรจุ อยู่ในถุงพลาสติก ที่ปิดสนิท จำกัดอากาศดูจนปุ๋ยหมักมีราขาวๆ ขึ้น ก็นำมาใช้ได้
๔. รดดินแปลงเพาะปลูกด้วยการพรวนดิน ผสมคลุกเคล้ากับวัชพืช หรือเศษพืช ใช้อัตรา เจือจาง ๑ ชต. น้ำ ๒-๕ ลิตร (๑ : ๒๕๐-๕๐๐)ราดรด ๑ ตรม. : ๐.๕-๑ ลิตร ปล่อยให้เกิด การย่อยสลาย ๓-๗ วัน ก็สามารถปลูกพืช หรือกล้าไม้ได้ ถ้าต้องการ กำจัดวัชพืช พวกมีเมล็ด ควรปล่อย ให้วัชพืช ออกอีกครั้งหนึ่ง จึงพรวนซ้ำ แล้วรดน้ำสกัดชีวภาพ เจือจาง อัตรา ๑ ชต : น้ำ ๑-๕ ลิตร (๑ : ๑๐๐-๕๐๐) ปลูกพืชได้ภายใน๒-๓ วัน
๕. ผสมน้ำสกัดชีวภาพอัตรา ๑ ชต : น้ำ ๑-๕ ลิตร (๑ : ๑๐๐-๕๐๐) ราดพื้นทำความสะอาด จะช่วยย่อย อินทรียวัตถุใ นแอ่งน้ำให้ย่อยสลายลง ทำให้แอ่งน้ำ มีสภาพดีขึ้น
๖. การขยายหัวเชื้อ ทำได้โดยมีอัตราส่วนคือ น้ำสกัดชีวภาพ:กากน้ำตาล:น้ำ ในอัตราส่วน ๑ : ๑ : ๑๐ ใส่ขวดปิดฝา ๓ วันนำไปใช้ได้

การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
ปุ๋ยหมักชีวภาพ คือ ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่มีประโยชน์ ใ
นการปรับปรุง บำรุงดิน สามารถผลิตได้ง่าย ใช้เวลาน้อย โดยการนำ เศษวัสดุเหลือใช้ ผสมคลุกเคล้าหมัก รวมกับ แกลบดำ รำละเอียด คลุมด้วยกระสอบป่านใช้เวลา ๓ วัน สามารถนำไปใช้ได้

วัสดุทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
๑. วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น กากอ้อย, แกลบสด, ขี้เลื่อย, เปลือกถั่วลิสง, ซังข้าวโพด, เปลือกถั่วเขียว, ขุยมะพร้าว, กากถั่วเหลือง ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง
๒. แกลบดำ ๑ ปี๊บ
๓. รำละเอียด ๑ กก.
๔. น้ำสกัดชีวภาพ
๕. กากน้ำตาล

วิธีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
๑. ผสมวัสดุเข้าด้วยกัน
๒. รดน้ำผสมน้ำสกัดชีวภาพ+กากน้ำตาล (ใช้น้ำตาลทรายแดงแทนได้) อัตราส่วน น้ำ ๑๐ ลิตร น้ำสกัดชีวภาพ ๒ ช้อนแกง กากน้ำตาล ๒ ช้อนแกง (จนปุ๋ยชื้นปั้นเป็นก้อนได้ เมื่อแบมือ)
๓. กองปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์มีความหนาประมาณ
๑. คืบ คลุมด้วยกระสอบป่าน ทิ้งไว้ ๓ วัน
๔. ลักษณะปุ๋ยที่ดีจะมีราขาว มีกลิ่นของราหรือเห็ด ไม่ร้อน มีน้ำหนักเบา

วิธีใช้
๑. ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพผสมดิน ในแปลงผักทุกชนิด อัตราปุ๋ย ๑ กก. พื้นที่ ๑ ตรม.
๒. พืชผักอายุเกิน ๒ เดือน เช่นกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตง ฟักทอง ใช้ปุ๋ยหมักแห้ง รองก้นหลุม ประมาณ ๑ กำมือ
๓. ไม้ผล ควรรองก้นหลุมด้วยหญ้า ใบไม้ ฟางแห้ง และปุ๋ยหมักแห้ง ประมาณ ๑-๒ บุ้งกี๋ ส่วนไม้ผล ที่ปลูกแล้ว ให้ใส่ปุ๋ยรอบทรงพุ่ม แล้วคลุมด้วยหญ้า ใบไม้ ฟางแห้ง
การเก็บรักษา
ใส่กระสอบเก็บในที่แห้ง ในร่ม เก็บได้นาน ๑ ปี