การใช้มะกรูดทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ/น้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง

การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ / น้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง    

วัตถุประสงค์

             (1.) เพื่อให้ผู้เข้าอบบรม ได้เข้าใจการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ / น้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง  ตลอดจนชนิดพืชสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ขับไล่แมลงสูง

                 (2.) เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้นำไปใช้ในแปลงเกษตรของตนเองซึ่งเป็นการพึ่งตนเองและลดรายจ่ายด้านการผลิต ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ

                 (3.)  เพื่อนำไปปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้นและรักษาสิ่งแวดล้อม

                 (4.)  เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้นำความรู้ไปขยายผลกับเกษตรกรรายอื่นๆได้ต่อไป

ขอบเขต

                 (1.)  ฝึกปฏิบัติการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ  

                 (2.)  ฝึกปฏิบัติการทำน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง    

 วิธีการ

                 (1.) วิทยากรบรรยายรายละเอียดการทำปุ๋ยหมักฯ/สมุนไพรไล่แมลง

                 (2.) ให้ผู้เข้าอบรมร่วมฝึกปฏิบัติทุกคน

เทคนิคการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

เทคนิคการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

คือ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้า ซังข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกับมูลสัตว์ ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งจุลินทรีย์เมื่อหมักโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว เศษพืชจะเปลี่ยนสภาพจากของเดิมเป็นผงเปื่อยยุ่ยสีน้ำตาลปนดำนำไปใส่ในไร่นาหรือพืชสวน เช่น ไม้ผล พืชผัก หรือไม้ดอกไม้ประดับได้

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์

2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทำให้สะดวกในการไถพรวน

3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น

4. ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี

5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้

6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น

7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ

8. ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กำจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป

วัสดุอุปกรณ์

1.  มูลสัตว์แห้งละเอียด  4  ส่วน

2. อินทรียวัตถุอื่นๆ เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย โดโลไมล์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ รวมกัน 3 ส่วน

3.  รำละเอียด                     1  ส่วน

4. สารเร่ง พด. หรือ EM   1  ส่วน

5. กากน้ำตาล                    1  ส่วน

6. น้ำ                                  100  ส่วน

 

วิธีทำ

  1. นำวัสดุต่างๆ มากองเป็นชั้นแล้วคลุกเคล้าจนเข้ากันดี
  2. เอาส่วนผสมของสารสกัดชีวภาพ (สาร พด. , EM ,กากน้ำตาล) ละลายน้ำให้เข้ากันดี แล้วใส่บัวรดบนกองปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากันจนทั่วให้ได้ความชื้นพอหมาดๆ อย่าให้แห้งหรือชื้นเกินไป
  3. หมักกองปุ๋ยหมักไว้ 7 วัน ก็นำไปใช้ได้ (ใช้สำหรับ ไม้ผล และพืชผักทั่วไป)

 

การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อกำจัดศัตรูพืช

การทำน้ำหมักชีวภาพ

 

1.การทำน้ำหมักชีวภาพ
1.1 วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากพืชสด
ส่วนผสม
1.พืชสดทั่วไปที่หาได้ในหมู่บ้าน เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักขม 3 ปี๊บ
ผักเสี้ยน หรือพืชสีเขียวที่สดตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ รวมกัน
2.กากน้ำตาล 1 ปี๊บ
3.เปลือกสับปะรด 1 ปี๊บ
4.น้ำมะพร้าว (ถ้ามี) 1 ปี๊บ
วิธีทำ
นำพืชสด กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด และน้ำมะพร้าวตามอัตราส่วน ผสมคลุกเคล้าด้วยกันบรรจุลงในถังพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นาน 30 วัน ขึ้น จึงสามารถใช้ได้
ประโยชน์และวิธีใช้
เร่งการเจริญเติบโตของพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล ใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 – 4 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นทุกๆ 5 – 7 วัน
ใช้เป็นสารเร่งและเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมัก ใช้กำจัดกลิ่นเน่าเสียหรือในคอก ปศุสัตว์ ใช้น้ำหมักชีวภาพ ประมาณ 15 – 20 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ราด รด ให้ชุ่ม
ใช้แช่เมล็ดก่อนเพาะปลูก 12 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มอัตราการงอก น้ำหมักชีวภาพ 3 ช้อน ต่อน้ำ 1 ปี๊บ แช่เมล็ดพันธุ์

1.2 วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้
ส่วนผสม
1.ผลไม้สุก เช่น ฟักทอง มะละกอ กล้วยน้ำว้า หรือมะเขือเทศ 2 ปี๊บ
2.พืชสดหลายๆ ชนิด สับเป็นชิ้นเล็กๆ 1 ปี๊บ
3.กากน้ำตาล 1 ปี๊บ
วิธีทำ
นำผลไม้ พืชสด มาสับให้ละเอียด หรือยาวประมาณ 1 นิ้ว กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด น้ำมะพร้าวตามอัตราส่วน ผสมคลุกเคล้าเข้ากันบรรจุลงในถังพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นาน 30 วันขึ้นไป จึงสามารถใช้ได้
ประโยชน์และวิธีใช้
เร่งการติดดอก ติดผล ของพืชผัก ผลไม้ ใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 – 4 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นทุกๆ 5 – 7 วัน ตั้งแต่ระยะ พืชออกดอก และติดผลได้

1.3 วิธีทำน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์
ส่วนผสม
1. หอยเชอรี่บด หรือทุบให้ละเอียด หรือปลาป่น 1 ปี๊บ
2. กากน้ำตาล 1 ปี๊บ
3. น้ำ 1 ปี๊บ
วิธีทำ
นำหอยเชอรี่ทุบหรือบดละเอียดหรือปลาป่น กากน้ำตาล หรือเปลือกสับปะรด ผสมคลุกเคล้าด้วยกัน บรรจุลงในถังหมักปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มนาน 6 เดือน นำไปใช้
ประโยชน์และวิธีใช้
เช่นเดียวกับน้ำหมักชีวภาพชนิดอื่นๆ

2. วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพป้องกันกำจัดศัตรูพืช

2.1 ปฏิบัติเช่นเดียวกับการทำน้ำหมักชีวภาพชนิดอื่น เพียงแต่เปลี่ยนชนิดพืชผัก ผลไม้ เป็นชนิดพืชที่มีฤทธิ์ทางยาสมุนไพร เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้ นาสูบ บอระเพ็ด สาบเสือ อื่นๆ

2.2 นำพืชดังกล่าวมาทุบหรือตำให้แหลก แช่น้ำหมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วกรองเอาแต่น้ำไปใช้ฉีดพ่นพืชได้
วิธีทำ
นำพืชสด กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด และน้ำมะพร้าวตามอัตราส่วน ผสมคลุกเคล้าด้วยกันบรรจุลงในถังพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นาน 30 วัน ขึ้นไป จึงสามารถใช้ได้
ประโยชน์และวิธีใช้
ขับไล่แมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด ใช้ทุกๆ 5 – 7 วัน

2.3 ข้อเสนอแนะ และวิธีใช้น้ำหมักชีวภาพ

– การผสมน้ำหมักครั้งแรก 1 ปี๊บ กากน้ำตาล 1 ปี๊บ และน้ำเปล่า 10 ปี๊บ ผสมให้เข้ากันใส่ถังปิดฝาเก็บไว้ 7 วัน ใช้งานได้
– ใช้น้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่น ราด รด พืชผัก ผลไม้ สัตว์เลี้ยง ดับกลิ่น ราดแผลที่สัตว์จะทำให้หายเร็ว ควรใช้ในช่วงเช้าหรือเย็นจะได้ผลมากกว่า เพราะน้ำหมักชีวภาพเป็นสิ่งมีชีวิตและเมื่อถูกแสงแดดมากจะได้ผลเร็ว คือ จุลินทรีย์จะเป็นประโยชน์มาก
– การหมักให้หมั่นเขย่าถังหมักพร้อมเปิดฝาวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น เมื่อครบ 7 วัน ให้พิสูจน์โดยการดมจะมีกลิ่นหอมหวาน แสดงว่าใช้ได้ ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกากน้ำตาลหมักไว้จนกว่าจะมีกลิ่นหอมหวาน การเก็บน้ำหมักต้องเก็บไว้ในที่มืดสามารถเก็บไว้ได้นาน 6 เดือน ถึง 1 ปี
– การใช้น้ำหมักชีวภาพ ถ้าจะให้ได้ผลดีต้องใช้ควบคู่กับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก
– ไม่ควรใช้น้ำหมักชีวภาพร่วมกับการใช้สารเคมีทุกชนิด
– ใช้วัสดุหมักที่สะอาดและไม่เป็นโรค

2.4 การทำปุ๋ยหมัก
ส่วนผสม
1. ปุ๋ยคอก 3 ปี๊บ
2. แกลบดำ (ผ่านการเผา) 1 ปี๊บ
3. รำละเอียด 1 ปี๊บ
4. อินทรียวัตถุที่หาได้ง่าย เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย เปลือกถั่วลิสง เปลือกถั่วเขียว ขุยมะพร้าว ใบไม้แห้ง ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน 3 ปี๊บ
5. น้ำหมักชีวภาพ 1 ปี๊บ
6. กากน้ำตาล 1 ปี๊บ
7. น้ำ 100 ปี๊บ
คนจนละลายเข้ากัน
วิธีทำ
นำส่วนผสมมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพพอชุ่ม กองปุ๋ย หมักหนา ประมาณ 15 เซนติเมตร คลุมด้วยกระสอบพลิกกลับวันละ 1 ครั้ง หมักไว้ 3 – 5 วัน ใช้มือจับดูว่าเย็นหรือร้อน ถ้าเย็นก็สามารถนำไปใช้ได้
ประโยชน์และวิธีใช้
ใช้ได้ดีกับพืชผักทุกชนิด ปุ๋ยคอกจะมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืชมากขึ้น

การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพในไร่อ้อย

การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงดิน

                                ปุ๋ยหมักชีวภาพคือ ปุ๋ยหมักที่ยังไม่ย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นปุ๋ยหมักที่มีจุลินทรีย์ซึ่งได้จากการนำน้ำสกัดชีวภาพที่เจือจางด้วยน้ำเติมกากน้ำตาลเพียงเล็กน้อย เมื่อส่วนผสมคลุกเคล้าเข้ากันสม่ำเสมอ มาผสมคลุกเคล้ากับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เช่น มูลสัตว์ รำละเอียด แกลบดิบ แกลบดำ เปลือกถัวลิสง เปลือกมันสำปะหลัง ชานอ้อย ขี้ตะกรันอ้อย เศษใบไม้ หรือเศษใบและกิ่งของพืชตระกูลถั่ว โดยนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน และระหว่างการคลุกเคล้าเข้ากันได้ที่และมีความชื้นพอเหมาะ เมื่อเกลี่ยส่วนผสมให้เป็นกองปุ๋ยแล้วคลุมด้วยผ้าพลาสติกหรือกระสอบปุ๋ย ทิ้งไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะได้ปุ๋ยหมักชีวภาพนำไปใช้ประโยชน์ได้ ปุ๋ยหมักชีวภาพบางครั้งอาจจะเรียกว่าเป็นปุ๋ยหมักจุลินทรีย์หรือปุ๋ยหมักคุณภาพสูง หรือปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง เพราะมีจุลินทรีย์ซึ่งจะเป็นตัวเร่งการย่อยสลายของเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่นำมาผสม ระหว่างการย่อยสลายจะมีสารอินทรีย์ต่างๆ เกิดขึ้นทั้งกรดอินทรีย์ กรดฮิวมิค เอนไซม์ ฮอร์โมน กรดอะมิโน วิตามิน เช่นเดียวกับน้ำสกัดชีวภาพ เพียงแต่เปลี่ยนสถานะอยู่ในส่วนผสมของวัสดุแห้งไม่เป็นของเหลว เมื่อใส่ลงดินที่มีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไถกลบหรือมีอินทรีย์วัตถุ จุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักชีวภาพจะย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ขณะเดียวกันก็ย่อยสลายส่วนผสมของเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในปุ๋ยหมักชีวภาพให้เป็นสารประกอบอินทรีย์ และธาตุอาหารพืชที่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืช ปุ๋ยหมักชีวภาพจึงไม่ใช่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปที่ได้รับการแปรสภาพแล้วจากกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์จำพวกเชื้อรา แบคทีเรีย และแอคติโนมัยซิส

 

 

                                การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ

                                เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบ ส่วนผสมในการผลิตจะมีอะไรบ้าง ปริมาณเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่หรือหาได้ในท้องถิ่น และจัดหาบางส่วนจากภายนอกไร่นาหรือนอกท้องถิ่นมาเพิ่มเติมเพื่อการผลิต ในอัตราส่วนโดยน้ำหนัก ดังนี้

                                1. มูลสัตว์แห้ง ได้แก่ มูลของโค กระบือ สุกร ไก่ เป็ด ค้างคาว ม้า แกะ จะเลือกใช้มูลสัตว์เพียงชนิดเดียวล้วน หรือมูลสัตว์หลายชนิดมาผสมกันให้ได้จำนวน 3 ส่วน

                                2. แกลบดำ (เผา) หรือขี้เถ้าแกลบแห้ง จำนวน 1 ส่วน

                                3. รำละเอียดแห้ง จำนวน 1 ส่วน

                                4. อินทรีย์วัตถุอื่นๆ ได้แก่ แกลบดิบ เศษใบไม้ หญ้า ละอองข้าวหรือขี้ลีบข้าว ซังข้าวโพด เปลือกถั่วลิสง เปลือกมันสำปะหลัง ชานอ้อย ขี้ตะกรันอ้อย เปลือกถั่วเขียว อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างมาผสมรวมกันให้ได้จำนวน 3 ส่วน

การใช้ปุ๋ยชีวภาพในนาข้าว

การประยุกต์ใช้ปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยแห้ง)ในนาข้าว[No. 0]
ในพื้นที่ 1 ไร่ ใส่ปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยแห้ง) 200 ก.ก. ลิตร โดยแบ่งใส่เป็นระยะดังนี้

1.ไถพรวน

• ให้หว่านปุ๋ยชีวภาพ 100 ก.ก. (ต่อไร่) ให้ทั่ว

• ผสมน้ำชีวภาพ 2 แก้ว กับน้ำ 200 ลิตร (ต่อไร่) ฉีดพ่นให้ทั่วแล้วไถพรวน

ทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อให้จุลินทรีย์ได้ย่อยสลาย วัชพืช ให้เป็นปุ๋ยพืชสด และ

เร่งการงอก ของเมล็ด

• หลังไถพรวนดินแล้ว 15 วัน ให้ฉีดน้ำผสมปุ๋ยน้ำชีวภาพและกากน้ำตาล

ในอัตราส่วนเท่าเดิมอีกครั้ง แล้วไถกลบเพื่อทำลายวัชพืชให้เป็นปุ๋ยพืชสด

ทิ้งไว้อีก 15 วัน

2.ไถคราด ให้ฉีดพ่นน้ำผสมปุ๋ยน้ำชีวภาพและกากน้ำตาล ในสัดส่วนเดิม

อีกครั้ง ไถคราดให้ทั่ว

3.หลังปักดำ 5 – 7 วัน หว่านปุ๋ยชีวภาพ 30 ก.ก. ต่อไร่ แล้วฉีดพ่นน้ำผสม

ปุ๋ย น้ำชีวภาพ และกากน้ำตาลในสัดส่วน น้ำ 200 ลิตร / น้ำชีวภาพ 1 แก้ว /

กากน้ำตาล 1 แก้ว

4.ข้าวอายุ 1 เดือน หว่านปุ๋ยชีวภาพ และฉีดพ่นปุ๋ยน้ำชีวภาพ ในสัดส่วนเท่ากับตอนหลังปักดำ

5.ก่อนข้าวตั้งท้องเล็กน้อย ฉีดพ่นปุ๋ยน้ำชีวภาพสัดส่วน เท่ากับตอนหลังปักดำ

แต่เพิ่มปริมาณปุ๋ย เป็น 40 ก.ก. ต่อไร่

6.ป้องกันศัตรูพืช ใช้หัวเชื้อยาขับไล่แมลงฉีดพ่นทุก 15 วัน หรืออาจใช้สาร

วิธีการใช้

วิธีการทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

1. นำวัตถุดิบมาสับ บด โขลก หรือหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ

2. เติมกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงหรือเติมหัวเชื้อจุลินทรี และส่วนผสมอื่นๆลงไป ตามอัตราส่วน

3. คนหรือคลุกเคล้าให้เข้ากัน

4. บรรจุลงในภาชนะ ปิดฝาภาชนะ หมักไว้ 7-15 วัน

5. ครอบตามกำหนดปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพจะมีกลิ่นหอม

6. สำหรับปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพถั่วเหลือง และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพปลาสดหรือหอยเซลรี่ ควรหมักอย่างน้อย 1 เดือน จึงนำไปใช้ได้ และระหว่างหมักให้หมั่นคนส่วนผสมทุกวัน

7. หากมีกลิ่นเหม็นหรือบูดเน่าให้เติมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทราย แล้วคนให้เข้ากันทิ้งไว้ 3-7 วัน กลิ่นเหม็นหรือกลิ่นบูดเน่าจะหายไป

วิธีทำและส่วนผสม

ส่วนผสม
                     1. วัสดุหัวเชื้อ   1 ลิตร
                     2. น้ำตาลทราย 1 กิดลกรัม    หรือกากน้ำตาล 1 ลิตร
                     3. น้ำส้มสายชู  1 ลิตร
                     4. สุราโรง (เหล้าขาว) 1 ลิตร
              วิธีทำ  นำน้ำตาลทราย หรือกากน้ำตาล และวัสดุต่างๆ ใส่ภาชนะ เช่น ถัง หรือ ขวดขนาดใหญ่ที่มีฝามิดชิด ผสมให้เข้ากัน แล้วปิดฝาให้แน่นทิ้งไว้ในร่ม 24 ชั่วโมง ก็จะได้ยาปราบแมลงที่มีคุณภาพดี
วิธีใช้ นำยาปราบแมลงที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปริมาณ 1 ลิตร ผสมกับน้ำเปล่า 200 ลิตร ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปฉีด หรือรดต้นพืช วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น แมลงก็จะหนีไปไม่มารบกวนอีก
             7. การใช้ประโยชน์เพื่อดับกลิ่นมูลสัตว์ในคอกปศุสัตว์ การเลี้ยงปศุสัตว์ จะมีปัญหาเรื่องมูลสัตว์มีกลิ่นเหม็น ทำให้มลภาวะทางอากาศเป็นพิษเป็นที่รังเกียจของบริเวณใกล้เคียง ทั้งยังทำให้แมลงวันชุกชุม เป็นที่หมักหมมของเชื้อโรค การแก้ปัญหาโดยทั่วไปจะใช้ยาสารเคมีดับกลิ่น อาจจะเกิดผลใกล้เคียงด้านสารพิษตกค้าง สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เสียค่าใช้จ่าย และเป็นอันตรายต่อบุคคลใกล้เคียง การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ ไปใช้ในการแก้ปัญหา นอกจากจะทำให้ดับกลิ่นเหม็น ฆ่าเชื้อโรค แมลงวันไม่รบกวนแล้ว ยังทำให้มูลสัตว์ย่อยสลายเป็นปุ๋ยอีกด้วย เป็นการประหยัดลดต้นทุนแก่ผู้เลี้ยงสัตว์อีกทางหนึ่ง
              วิธีใช้ หัวเชื้อจุลินทรี 1 ลิตร ผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วนำไปราดในคอกปศุสัตว์จะช่วยดับกลิ่นเหม็น และฆ่าเชื้อโรคได้